พื้นฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับกราฟ
การวิเคราะห์ทางเทคนิคอาศัยรูปกราฟ (Chart) เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ดัชนีหรือหุ้น ส่วนประกอบของกราฟมีดังนี้
– แกนตั้ง : แสดงค่าทางสถิติต่างๆ เช่น ดัชนี ราคาหุ้นร้อยละ(%) ค่าอินดิเคเตอร์ต่างๆ เป็นต้น
– แกนนอน : แสดงหน่วยเวลา เช่น วินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน ไตรมาส ปี และปริมาณการซื้อขาย เป็นต้น
แล้วนำข้อมูลทางสถิติต่างๆมาสร้างกราฟหลากหลายรูปแบบ เช่น Point and Figuer , กราฟแท่ง (Bar Chart) , กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart) , กราฟเส้น (Line chart) , Kagi , renko และ Three Line Break แต่ที่นิยมใช้ในการวิเคราะห์ คือ Point and Figuer , กราฟเส้น , กราฟแท่งเทียน และกราฟแท่ง
1. Point and Figuerh
เป็นกราฟที่บันทึกโดยไม่นำปัจจัยด้านเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ให้ความสำคัญ
กับการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทางสิติ(Significance) ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงขึ้น- ลงของราคา
2. กราฟเส้น (Line Chart)
เป็นกราฟที่นำค่าดัชนี หรือราคาหุ้น เช่น ราคาเปิด ราคาปิด สูงสุด ต่ำสุด
หรือราคาเฉลี่ย มาลากเป็นเส้นต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ แต่โดยทั่วไปนิยมใช้ราคาปิดมากกว่าค่าอื่น
3. กราฟแท่งเทียน (Candlestrick Chart)
กราฟแท่งเทียนเป็นเครื่องมือที่สำคัญในโลกการเทรดดัชนี การแสดงความผันผวนของตลาดออกมาให้เห็นเป็นภาพสามารถช่วยให้คุณทราบข้อมูลเชิงลึก
เกี่ยวกับแนวโน้มและการกลับตัวของราคาที่อาจเกิดขึ้น รูปแบบแท่งเทียนเหล่านี้สามารถช่วยคาดการณ์ว่าความเชื่อมั่นของตลาดกำลังเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลง
หรือขาลงเป็นขาขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยระบุระดับแนวรับและแนวต้านที่สำคัญ ซึ่งอาจเป็นข้อมูลสำหรับกลยุทธ์การเทรดได้
รูปแบบแท่งเทียนซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบกราฟที่เทรดเดอร์ใช้กันมากที่สุด ช่วยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับทิศทางที่เป็นไปได้ของตลาด อย่างไรก็ตาม
เช่นเดียวกับเครื่องมือการเทรดทั้งหมด รูปแบบแท่งเทียนมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง เรามาศึกษาข้อดีและข้อเสียของรูปแบบแท่งเทียนเพื่อช่วยให้เข้าใจ
การคาดการณ์แนวโน้มตลาดด้วยเครื่องมือนี้ได้ดียิ่งขึ้น
4. กราฟแท่ง (Bar Chart)
เป็นกราฟที่แสดงให้เห็นทั้งราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุด มีลักษณะเป็นแท่งแนวตั้ง มีขีดขวางเหมือนกิ่งไม้ ขีดด้านซ้ายแทนราคาเปิด(Open)
และขีดด้านขวาแทนราคาปิด(Close) จุดบนสุดของแท่งแทนราคาสูง (High) และจุดด้านล่างสุดของแท่งแทนราคาต่ำสุด(Low)
อย่างไรก็ตาม การพิจารณากราฟเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถบอกอะไรได้มาก แต่ถ้านำแท่งกราฟแต่ละแท่งมาเรียงลำดับต่อๆกันตามวันที่มีการซื้อ-ขาย
เราจะได้ Chart ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ เช่น เห็นแนวโน้มภาพรวมของสินทรัพย์นั้น(Trend) ภาพการเคลื่อนไหวของราคา(Price Pattern) แนวรับ – แนวต้าน
จุดซื้อ-ขาย และสามารถแทรกเครื่องมือทางเทคนิคอื่นช่วยในการวิเคราะห์ เป็นต้น
